วันพฤหัสบดีที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2554

การแก้ปัญหาพวงมาลัยดึง

การดูแลรักษารถยนต์ที่เราขับรถแล้วพบว่ามีอาการดึงไปข้างใดข้างหนึ่งทำให้ต้องคอยหักพวงมาลัยขืนเอาไว้ตัวปัญหา มีด้วยกันหลายจุด ต้องพิจารณากันให้ดี

การดูแลรถยนต์ พวงมาลัยดึง

เกิดเพราะยาง

เกิน 50% ที่อาการดึงของรถมีสาเหตุมาจากยาง เช่น แรงดันลมอาจจะต่ำไป ก่อนจะไปพิจารณาที่อื่นควรทดลองวัดแรงดันลมยางเป็นอย่างแรก หากมีปัญหาลมยางอ่อนก็จัดการเติมให้ได้ตามที่ผู้ผลิตกำหนด แต่ถ้าลมยางถูกต้องหรือเติมไปเรียบร้อยแล้วแต่อาการดึงยังคงมีอยู่ หากยางที่ใช้เป็นยางใหม่และก่อนหน้าจะไปเปลี่ยนยางก็ไม่เคยมีอาการดึงแบบนี้ มาก่อนแสดงว่า ตัวปัญหาอยู่ที่ยางชุดใหม่ โดยอาจจะเกิดจากขั้นตอนการผลิตที่มีการวางเส้นเข็มขัดรัดหน้ายางไม่อยู่ใน ตำแหน่งที่ถูกต้อง อย่างที่เรียกว่า Off Center Belt เวลายางกลิ้งไปบนถนนจะทำให้เกิดแรงกระแทกทางด้านข้าง (Side Force) เอาชนะแรงที่ทำให้ยางกลิ้งในทางตรง (Roll Straight Ahead) การทดลองให้รู้คือสลับยางหน้าทั้ง 2 เส้น ถ้าอาการดึงเปลี่ยนไปในทิศทางตรงกันข้าม ชัวร์ว่ายางเป็นเหตุได้เลย หากไม่สามารถเปลี่ยนยางเส้นใหม่ได้ก็ต้องลองสลับเอายางจากล้อหลังมาใช้แทน อีกอย่างหนึ่งที่ทำให้เกิดอาการพวงมาลัยดึง เป็นเรื่องของการใช้ยางเก่าหรือยางกลางเก่ากลางใหม่ ยางที่มีการสึกของดอกยางมากน้อยต่างกันแต่กลับนำมาใช้ร่วมกัน การใช้ยางผิดประเภทหรือการใช้ยางต่างขนาด ซึ่งจะทำให้เกิดอาการดึงเช่นกัน

ช่วงล่างมีปัญหา

หลังการทดลองสลับยางแล้วพบว่าอาการดึงของพวงมาลัยยังไม่เปลี่ยนแปลง หรือมีการเปลี่ยนแปลงน้อยมาก เคยดึงไปทางด้านไหนก็ยังคงดึงไปทางเดิม ไม่ยอมเปลี่ยนใจแสดงว่างานนี้ยางไม่เกี่ยวก็ต้องพิจารณาที่จุดอื่น เช่น อาจเกิดจากศูนย์ล้อไม่ถูกต้อง โดยแม้จะคลาดเคลื่อนเพียงเล็กน้อยก็สามารถทำให้รถเกิดอาการดึงไปด้านใดด้าน หนึ่งได้ โอกาสที่ศูนย์ล้อจะเกิดการผิดเพี้ยนเปลี่ยนไปนั้นมีได้มาก อย่างเช่น ถ้ายางมีการสึกหรอมาก แต่ค่อนข้างสม่ำเสมอที่ขอบหน้ายางด้านใดด้านหนึ่ง จะมีผลทำให้มุมแค็มเบอร์ผิดไป และจะเกิดอาการดึงมากขึ้นยามขับบนถนนต่างระดับหรือพวกถนนหลังเต่า แต่หากขอบหน้ายางด้านใดด้านหนึ่งสึกเป็นจุด เป็นชั้นหรือสึกไม่เรียบ ปัญหาก็เหมือนกับว่าระบบช่วงล่างหลวมหรือตัวรองรับน้ำหนักทรุดทำให้มุม แค็มเบอร์เปลี่ยนไปเป็นจังหวะๆ ขณะที่รถวิ่งพวกคอยล์สปริงหรือแหนบที่นิ่มล้าหรือทรุดตัวแล้วจะเป็นสาเหตุ สำคัญที่มีผลทำให้ชุดแค็มเบอร์เปลี่ยนแปลง รถที่ใช้ระบบรองรับน้ำหนักเป็นคอยล์สปริง เราสามารถทดสอบและตรวจเช็คว่ามันล้าหรือทรุดตัวหรือยังได้หลายทาง เช่น จากการสังเกตเวลาเลี้ยวโค้งเร็ว ๆ จะพบว่าตัวรถมีอาการเอียงตัวมากกว่าปกติ หรือตรวจสอบความสูงของตัวรถเมื่อพบว่าความสูงทางด้านหน้ากับด้านหลังตลอดจน ด้านซ้ายกับด้านขวามีความสูงแตกต่างกันเกินกว่า 13 มม. หรือ ½ นิ้ว ก็แสดงว่าสปริงล้าหรือทรุดตัวแล้ว สำหรับรถที่ใช้ระบบรองรับน้ำหนักเป็นแหนบต้องตรวจสภาพแหนบว่ายังอยู่ดีหรือ ไม่แหนบหักหรือเปล่า พวกน็อตสาแหรกยึดตับแหนบมีรายการ หลุดหลวม คลายตัวหรือไม่ พวกหูแหนบหรือโตงเตงแหนบมีการชำรุดหรือไม่ พวกที่ใช้ระบบรองรับน้ำหนักแบบทอร์ชั่นบาร์ เมื่อใช้ไปนาน ๆ ก็มีอาการล้าและทรุดตัวได้เช่นเดียวกัน และบางทีด้านซ้ายกับด้านขวาจะทรุดไม่เท่ากัน จากการรับน้ำหนัก จะแตกต่างกัน หากนั่งคนเดียวบ่อยๆด้านขวามักจะทรุดมากกว่า แต่ระบบรองรับน้ำหนักแบบทอร์ชั่นบาร์นี้ดี อยู่อย่างคือ สามารถปรับตั้งระดับความสูงได้ จึงควรตรวจเช็คระดับความสูงของรถให้เท่ากัน

ลูกปืนและลูกหมาก

เป็นอีกจุดที่สามารถสร้างปัญหาให้รถเกิดอาการดึงไปข้างใดข้างหนึ่ง ควรตรวจสภาพของลูกปืนล้อและลูกหมากหากทำเองไม่ได้ก็ควรนำรถไปหาช่างการตรวจ สอบลูกหมากนี้สามารถทำต่อเนื่องจากการตรวจสอบลูกปืนล้อได้เลย ยังมีอีกหลายจุดที่ทำให้เกิดปัญหาพวงมาลัยหันไม่ตรงกับทิศทางที่เราขับรถไป ต้องเอียงไปทางด้านใดด้านหนึ่ง อาทิ มุมแคสเตอร์มีปัญหาเนื่องจากมุมแคสเตอร์จะเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดการ ดึงของล้อหลังจากที่ได้หักเลี้ยวไปแล้ว หากมีปัญหาก็จะมีผลกับน้ำหนักของพวงมาลัย การตอบสนองของพวงมาลัย การเลี้ยว รวมทั้งยังมีผลกับการทรงตัวของรถยามเบรก และประสิทธิภาพในการหยุดรถอีกด้วย แต่ถ้าเหยียบเบรกเพื่อชะลอหรือหยุดรถแล้วพบว่าพวงมาลัย ถูกดึงไปข้างใดข้างหนึ่ง แบบนี้แสดงว่าตัวการเกิดขึ้นจากระบบเบรกซึ่งก็ต้องพึ่งพาให้ช่างเขาจัดการ ให้เช่นกัน

ข้อมูล : ดูแลรักษารถยนต์

เชฟโรเลตเปลี่ยนหัวใจขับเคลื่อนใหม่ให้ “แคปติวา”

เชฟโรเลตเปลี่ยนหัวใจขับเคลื่อนใหม่ให้ “แคปติวา” รถอเนกประสงค์สุดล้ำ เพื่อตอบสนองทุกไลฟ์สไตล์การขับขี่

2011-Chevrolet-Captiva

ข่าวรถยนต์ใหม่ ที่เร้าใจด้วยเครื่องยนต์รุ่นใหม่บล็อก 4 สูบแถวเรียงความจุกระบอกสูบ 2.4 ลิตร DOHC พร้อมระบบแคมชาฟท์แปรผันคู่ต่อเนื่อง (ดับเบิล ซีวีซี) ที่สามารถปรับเปลี่ยนท่อไอดีและไอเสียได้ตามรอบเครื่องยนต์ เพิ่มสมรรถนะและความประหยัด

เครื่องยนต์ใหม่ของ แคปติวาได้ผ่านการทดสอบอย่างหนักตามมาตรฐานของ จีเอ็มและเชฟโรเลต ที่เรียกว่า โกลบอล เอนจิน ดูราบิลิตี (GED) ถูกติดตั้งอยู่ในเชฟโรเลต แคปติวาเพื่อวิ่งทดสอบในสภาพภูมิอากาศและสภาพถนนที่แตกต่างกันทั่วโลก เพื่อให้แน่ใจว่า แคปติวาที่ใช้ขุมพลังขับเคลื่อนใหม่นี้จะสามารถรองรับกับการใช้งานในทุกรูปแบบ

นอกจากความทนทานแล้ว เครื่องยนต์ใหม่ยังให้ความเร้าใจด้วยพละกำลังสูงสุดถึง 165 แรงม้า ที่ 6,400 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 225 นิวตัน-เมตร ที่ 4,600 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์ 6 สปีด พร้อมไดรเวอร์ ชิฟท์ คอนโทรล (DSC) ที่ถือเป็นครั้งแรก และก้าวล้ำหน้ากว่ารถในระดับเดียวกัน

ระบบขับเคลื่อนของแคปติวา มีให้เลือกทั้งแบบขับเคลื่อน 2 ล้อหน้าและขับเคลื่อน 4 ล้อตลอดเวลา (AWD) พร้อมระบบเสริมแรงบิดอัจฉริยะ (แอ๊คทีฟ ทอร์ค ออน ดีมานด์) ช่วยเสริมพละกำลังให้แก่ระบบขับเคลื่อนแบบ AWD จากการทำงานของคลัตช์แม่เหล็กไฟฟ้ากับคลัตช์แบบเปียกซึ่งจะทำหน้าที่ส่งกำลังสู่ระบบเฟืองท้ายเพื่อกระจายแรงบิดที่เหมาะสมมากที่สุดสำหรับเพลาล้อคู่หน้าและคู่หลัง ทั้งนี้เพื่อสร้างสมดุลและเสริมกำลังให้แก่สภาพการขับขี่ที่แตกต่างกันออกไป

2011-Chevrolet-Captiva-SUV-Rear

นอกจากนี้แคปติวายังได้รับการติดตั้งระบบเครื่องเสียงด้วยเทคโนโลยีสามมิติจากยุโรปใหม่ล่าสุด ซึ่งจะมีระบบประมวลผลที่ช่วยปรับคุณภาพของทุกความถี่เสียงให้มีมิติความละเอียดและคมชัดที่สุดจากลำโพง 6 ตัวในรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ และ 8 ตัวในรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ

ภายในยังเพียบพร้อมด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวก ต่าง ๆ ทั้งระบบมัลติมีเดียที่สามารถดูหนัง ฟังเพลงทั้งจากแผ่นซีดี และเอสดี การ์ด (รองรับไฟล์เอ็มพี 4) พร้อมการติดตั้งช่องต่ออุปกรณ์เสริมและยูเอสบี เพื่อเชื่อมต่อกับอุปกรณ์เครื่องเสียงแบบพกพาและระบบบลูทูธ (เฉพาะในรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ) อีกด้วย การออกแบบภายในห้องโดยสารคงความหรูหราทันสมัย เพิ่มความสดใหม่ด้วยแผงมาตรวัดดีไซน์ใหม่แบบเรืองแสงสีน้ำเงินเข้ม พร้อมความกว้างขวางสะดวกสบายจากเบาะโดยสาร 7 ที่นั่ง เมื่อพับเบาะแถวที่ 3 ราบลงจะมีปริมาตรในการขนสัมภาระอยู่ที่ 465 ลิตร และเมื่อปรับเบาะแถวที่ 2-3 ให้เรียบในระดับเดียวกันจะเพิ่มพื้นที่ใช้สอยสูงสุดถึง 930 ลิตร

2011-chevrolet-captiva-interior

ส่วนชุดกันสะเทือนของแคปติวาที่ด้านหน้าเป็นแบบอิสระ แม็คเฟอร์สันสตรัทและใช้ระบบช่วงล่างอิสระ 4-ลิงก์ ที่ด้านหลัง ให้การยึดเกาะถนนอย่างปลอดภัยและความนุ่มนวลเพื่อการขับขี่ พร้อมเสริมความโดดเด่นที่เหนือชั้นกว่ารถอเนกประสงค์รุ่นใด ๆ ด้วยช่วงล่างแบบยกตัวอัตโนมัติ ที่จะช่วยปรับระดับของช่วงล่างให้อยู่ในระนาบเดียวกัน เช่น เมื่อมีการบรรทุกสัมภาระที่ด้านท้ายรถ น้ำหนักที่ถ่วงท้ายก็จะทำให้หน้ารถเชิดขึ้น แต่ด้วยกลไกอัตโนมัติของช่วงล่างใหม่ก็จะปรับช่วงล่างด้านหลังให้ยกสูงขึ้นอัตโนมัติ เพื่อรักษาสมดุลของรถ ลดอาการหน้ารถเชิดขึ้นและยังช่วยให้ควบคุมรถได้มั่นคงปลอดภัย

ดังนั้นการเปลี่ยนเครื่องยนต์ใหม่เพื่อเพิ่มจุดเด่นให้กับแคปติวาครั้งนี้ก็ต้องให้ลูกค้าได้พิสูจน์กันต่อไป.

เชฟโรเลต แคปติวา ขุมพลังใหม่ เร้าใจ สุดประหยัด
ที่มา ข่าวรถยนต์ใหม่

วันอังคารที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2554

สำหรับข่าวรถยนต์ช่วงนี้ ที่ทำให้คนใช้รถผวาคือ พลังงาน * เอกชนจี้รัฐอุ้มราคาดีเซลต่อเนื่อง หวั่นปล่อยลอยตัวป่วนอุตสาหกรรมยานยนต์ทรุด ตลาดปิกอัพกระทบหนักแน่ หนีเปลี่ยนเครื่องยนต์ไร้มาตรฐาน "วรรณรัตน์" ยันชะลอแผนเกรดเดียวรอปัญหาปาล์มคลี่คลายก่อน "วอลโว่" คุยรถหรูยังสดใส ตั้งเป้าเพิ่มอีก 50%

นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ โฆษกกลุ่มอุต สาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศ ไทย (สอท.) เปิดเผยว่า ต้องการให้รัฐบาลตรึงราคา ดีเซลไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตร ตามนโยบายประ ชาวิวัฒน์ต่อไป เพื่อลด ค่าครองชีพของประชาชน เพราะหากรัฐบาลประกาศลอยตัวราคาน้ำมันดีเซล ก๊าซแอลพีจีและก๊าซธรรม ชาติสำหรับยานยนต์ (เอ็นจีวี) แล้ว นอกจากทำให้ประชาชนเดือดร้อนยังส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ไทยปั่นป่วนได้ โดยเฉพาะรถปิกอัพส่วนใหญ่ใช้เชื้อเพลิงดีเซล ซึ่งยอดขายกำลังขยายตัวดี เนื่องจากได้รับอานิสงส์จากพืชผลเกษตรกรมีราคา

นอกจากนี้ หากราคาดีเซลปรับตัวสูงเป็นห่วงว่าผู้ที่ซื้อรถปิกอัพไปก่อนหน้านี้อาจดัดแปลงรถ เปลี่ยนเครื่องยนต์รองรับกับ การเติมก๊าซแอลพีจีเพื่อลดราย จ่าย ซึ่งการดัดแปลงไม่มีมาตร ฐาน เหมือนรถที่ออกจากโรงงานผลิตและเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ หรือบางรายไม่สามารถผ่อนชำระหนี้ได้จนถูกไฟแนนซ์ยึดรถเหมือนกับช่วงปี 2551 ที่ราคาดีเซลเคยปรับตัวสูงถึง 40 บาทต่อลิตร

"เดิมกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ต้องการให้รัฐบาลตรึงราคาดีเซลที่ 25 บาทต่อลิตร แต่คงเป็นไปได้ยาก ดังนั้นการตรึงไม่เกิน 30 บาทต่อลิตรก็พอ ใจแล้ว แต่ไม่อยากให้ลอยตัว เพราะกลุ่มผู้ที่คิดจะซื้อปิกอัพเสียขวัญเลยไม่กล้าซื้อ หรือต้องเลื่อนการซื้อจนกว่าราคาน้ำมันกลับมาสู่ภาวะปกติ โดยปัจจุบันมีรถปิกอัพที่ใช้น้ำมันดีเซล 4.88 ล้านคัน รถยนต์ที่ใช้ซีเอ็นจีที่ไม่ รวมถึงรถบรรทุก 69,400 คัน และรถที่เติมก๊าซแอลพีจี 6 แสน คัน" นายสุรพงษ์กล่าว

นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลัง งาน กล่าวว่า กระทรวงกำลังติดตามปัญหาปาล์มน้ำมันอย่างใกล้ชิด หากปัญหาปาล์มแพงและขาดแคลนยังไม่ดีขึ้นจะยังไม่ประกาศบังคับใช้ดีเซลเกรดเดียวในไทย จากเดิมที่มีนโยบายบังคับใช้ดีเซลเกรดเดียวในวันที่ 1 ม.ค.54

"สิ่งที่สำคัญคือ การประ กาศใช้ดีเซลเกรดเดียวจะแย่งปาล์มน้ำมันสำหรับการบริโภค หากไม่สามารถประกาศได้ในปีนี้คงไม่เป็นไร และจะไม่มีนโยบายนำเข้าน้ำมันปาล์มเพื่อผลิตไบโอดีเซล จะรอจนกว่าปัญหาปาล์มน้ำมันดีขึ้นจนเข้าสู่ภาวะปกติ" นพ.วรรณรัตน์กล่าว

อย่างไรก็ตาม กระทรวงพลังงานกำลังติดตามสถาน การณ์ราคาปาล์มแพงและขาดแคลนอย่างใกล้ชิด ไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าราคาปาล์มจะสูงขนาดนี้ โดยล่าสุดผลปาล์ม ดิบราคาสูงกว่า 8 บาทต่อกิโล กรัม และบี 100 ปรับไปกว่า 50 บาทต่อลิตรแล้ว แพงกว่าเนื้อดีเซลเกือบเท่าตัว

นางฉันทนา วัฒนารมย์ ประธานบริษัท วอลโว่ คาร์ (ประ เทศไทย) จำกัด กล่าวว่า วอลโว่สามารถปิดปี 2553 ตามเป้าด้วยยอดขาย 1,028 คัน เติบโตกว่า 100% จากปี 2552 ซึ่งเป็นผลจากการนำเสนอยานยนต์รุ่นใหม่เข้าสู่ตลาดครบทุกเซ็กเมนต์ และกำหนดราคาที่ตรงใจลูกค้า สามารถแข่งขันได้ทั้งกับรถยุโรปด้วยกัน และเป็นทางเลือก ใหม่สำหรับลูกค้าที่เคยใช้รถญี่ปุ่นระดับพรีเมียม โดยเชื่อมั่นว่าภาวะตลาดที่มีแนวโน้มขยายตัวดี และการที่วอลโว่มี ตำแหน่งทางการตลาดแข็ง แกร่งกว่าเดิมจะผลักดันยอดขายปีนี้สูงถึง 1,500 คัน เพิ่มขึ้นกว่า 50%

วันอาทิตย์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2554

ขับรถเที่ยวบนเส้นทางตะวันตก ที่คุณจะได้สัมผัสโลกใต้ทะเล

กาญจนบุรีที่น่าสนใจสำหรับการขับรถเที่ยวอีกแห่งนึง ที่อาจะไม่ใช่บนถนนเสมอไป เช่นบนผืนน้ำเรียบนิ่ง ซึ่งห่มคลุมมนต์ขลังของวิหารไว้ใต้บาดาลมานานกว่า 20 ปี เหนือความเวิ้งว้างของทะเลสาบเขาแหลม ที่มีสะพานไม้อันก่อเกิดจากแรงศรัทธาของชาวมอญทอดยาวเป็นสัญลักษณ์ ท่ามกลางโอบล้อมของขุนเขาและเมืองสงบงามทางวัฒนธรรมอย่างสังขะบุรี หลายคนอาจไม่เชื่อว่าลึกลงไปใต้บาลาอลังการของวิหารและลวดลายปูนปั้นของวังวิเวดการามเก่า ยังคงสร้างเรื่องราวขลังขนึมอยู่ใต้โลกบาดาลแห่งนี้ไม่เสื่อมคลาย

ที่มา : ขับรถเที่ยว