นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ โฆษกกลุ่มอุต สาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศ ไทย (สอท.) เปิดเผยว่า ต้องการให้รัฐบาลตรึงราคา ดีเซลไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตร ตามนโยบายประ ชาวิวัฒน์ต่อไป เพื่อลด ค่าครองชีพของประชาชน เพราะหากรัฐบาลประกาศลอยตัวราคาน้ำมันดีเซล ก๊าซแอลพีจีและก๊าซธรรม ชาติสำหรับยานยนต์ (เอ็นจีวี) แล้ว นอกจากทำให้ประชาชนเดือดร้อนยังส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ไทยปั่นป่วนได้ โดยเฉพาะรถปิกอัพส่วนใหญ่ใช้เชื้อเพลิงดีเซล ซึ่งยอดขายกำลังขยายตัวดี เนื่องจากได้รับอานิสงส์จากพืชผลเกษตรกรมีราคา
นอกจากนี้ หากราคาดีเซลปรับตัวสูงเป็นห่วงว่าผู้ที่ซื้อรถปิกอัพไปก่อนหน้านี้อาจดัดแปลงรถ เปลี่ยนเครื่องยนต์รองรับกับ การเติมก๊าซแอลพีจีเพื่อลดราย จ่าย ซึ่งการดัดแปลงไม่มีมาตร ฐาน เหมือนรถที่ออกจากโรงงานผลิตและเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ หรือบางรายไม่สามารถผ่อนชำระหนี้ได้จนถูกไฟแนนซ์ยึดรถเหมือนกับช่วงปี 2551 ที่ราคาดีเซลเคยปรับตัวสูงถึง 40 บาทต่อลิตร
"เดิมกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ต้องการให้รัฐบาลตรึงราคาดีเซลที่ 25 บาทต่อลิตร แต่คงเป็นไปได้ยาก ดังนั้นการตรึงไม่เกิน 30 บาทต่อลิตรก็พอ ใจแล้ว แต่ไม่อยากให้ลอยตัว เพราะกลุ่มผู้ที่คิดจะซื้อปิกอัพเสียขวัญเลยไม่กล้าซื้อ หรือต้องเลื่อนการซื้อจนกว่าราคาน้ำมันกลับมาสู่ภาวะปกติ โดยปัจจุบันมีรถปิกอัพที่ใช้น้ำมันดีเซล 4.88 ล้านคัน รถยนต์ที่ใช้ซีเอ็นจีที่ไม่ รวมถึงรถบรรทุก 69,400 คัน และรถที่เติมก๊าซแอลพีจี 6 แสน คัน" นายสุรพงษ์กล่าว
นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลัง งาน กล่าวว่า กระทรวงกำลังติดตามปัญหาปาล์มน้ำมันอย่างใกล้ชิด หากปัญหาปาล์มแพงและขาดแคลนยังไม่ดีขึ้นจะยังไม่ประกาศบังคับใช้ดีเซลเกรดเดียวในไทย จากเดิมที่มีนโยบายบังคับใช้ดีเซลเกรดเดียวในวันที่ 1 ม.ค.54
"สิ่งที่สำคัญคือ การประ กาศใช้ดีเซลเกรดเดียวจะแย่งปาล์มน้ำมันสำหรับการบริโภค หากไม่สามารถประกาศได้ในปีนี้คงไม่เป็นไร และจะไม่มีนโยบายนำเข้าน้ำมันปาล์มเพื่อผลิตไบโอดีเซล จะรอจนกว่าปัญหาปาล์มน้ำมันดีขึ้นจนเข้าสู่ภาวะปกติ" นพ.วรรณรัตน์กล่าว
อย่างไรก็ตาม กระทรวงพลังงานกำลังติดตามสถาน การณ์ราคาปาล์มแพงและขาดแคลนอย่างใกล้ชิด ไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าราคาปาล์มจะสูงขนาดนี้ โดยล่าสุดผลปาล์ม ดิบราคาสูงกว่า 8 บาทต่อกิโล กรัม และบี 100 ปรับไปกว่า 50 บาทต่อลิตรแล้ว แพงกว่าเนื้อดีเซลเกือบเท่าตัว
นางฉันทนา วัฒนารมย์ ประธานบริษัท วอลโว่ คาร์ (ประ เทศไทย) จำกัด กล่าวว่า วอลโว่สามารถปิดปี 2553 ตามเป้าด้วยยอดขาย 1,028 คัน เติบโตกว่า 100% จากปี 2552 ซึ่งเป็นผลจากการนำเสนอยานยนต์รุ่นใหม่เข้าสู่ตลาดครบทุกเซ็กเมนต์ และกำหนดราคาที่ตรงใจลูกค้า สามารถแข่งขันได้ทั้งกับรถยุโรปด้วยกัน และเป็นทางเลือก ใหม่สำหรับลูกค้าที่เคยใช้รถญี่ปุ่นระดับพรีเมียม โดยเชื่อมั่นว่าภาวะตลาดที่มีแนวโน้มขยายตัวดี และการที่วอลโว่มี ตำแหน่งทางการตลาดแข็ง แกร่งกว่าเดิมจะผลักดันยอดขายปีนี้สูงถึง 1,500 คัน เพิ่มขึ้นกว่า 50%
ที่มา : ข่าวรถยนต์
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น